วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

ตุ๊กตารัสเซีย "แม่ลูกดก"


แม่สาวที่มีลูกเล็กๆ ซ้อนซ่อนอยู่เป็นพรวน อันเป็นที่มาของชื่อ "แม่ลูกดก" เธอมีนามตามภาษารัสเซียอันเป็นบ้านเกิดว่า "มาตรีออชคา" ซึ่งแผลงมาจากชื่อสตรีภาษารัสเซีย "มาตรีโอนา" โดยที่การใส่ตุ๊กตาตัวเล็กซ้อนลงไปหลายๆ ตัวนั้น สำหรับรัสเซีย เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความมีชีวิตยืนยาว นับเป็นเครื่องหมายอันเป็นมงคล


ตุ๊กตาแม่ลูกดกชุดหนึ่ง ประกอบด้วยตุ๊กตาไม้หลายตัวเรียงซ้อนกันอยู่ข้างใน แต่ละตัวประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนบนและส่วนล่าง นำมาประกบกันได้สนิทตามร่องที่เซาะเอาไว้ ทุกตัวมีโพรงข้างในเพื่อให้อีกตัวและอีกตัวที่เล็กกว่าซ้อนไปเรื่อยๆ เว้นแต่ตัวสุดท้าย ซึ่งมีขนาดเล็กสุด จะเป็นตุ๊กตาเต็มตัวและตันเพียงชิ้นเดียว แม่ลูกดกชุดหนึ่งมีตุ๊กตาซ้อนข้างในกี่ตัวก็ได้ ถ้ามีจำนวนมาก ตุ๊กตาตัวใหญ่สุดที่อยู่นอกสุด จะต้องมีขนาดใหญ่มากด้วย และทุกตัวจะมีรูปร่างเหมือนกันหมด คือ คล้ายกระบอก โป่งตรงกลาง ด้านบนโค้งมน ส่วนฐานเรียบ ไม่มีมือหรือส่วนใดยื่นออกมา ใช้สีวาดเป็นหน้าเป็นตาเป็นตัวทั้งหมด แต่ละตัวในชุดมีใบหน้าและเสื้อผ้าเหมือนกัน ทั้งเคลือบเงาสวยงาม


กำเนิดของแม่ลูกดกเชื่อว่าเมื่อราว พ.ศ.2430 พระชาวรัสเซีย (บ้างว่าเขาเป็นนายช่าง) นำวิชาทำตุ๊กตาไม้ไปจากเกาะฮอนชูของญี่ปุ่น และเมื่อมาถึงรัสเซียก็ผสมผสานรูปแบบศิลปะท้องถิ่นเข้าไป คือแนวคิดในการซ้อนตุ๊กตาที่คุ้นเคยกันดีในรัสเซีย ประยุกต์เข้ากับงานประดิษฐ์แอปเปิ้ลไม้และไข่อีสเตอร์ จากนั้นตั้งชื่อรัสเซียนไปเนียนๆ ว่า มาตรีออชคา


พ.ศ.2434 ศิลปินคนสำคัญ เซอร์เกย์ มาลุยติน ได้ร่างแบบตุ๊กตาแม่ลูกดกขึ้นเป็นครั้งแรก และหลังจากแก้ไขหลายครั้ง สุดท้ายได้รูปแบบที่ตกลงกันคือ วาดเป็นเด็กหญิงหน้ากลมแป้น ตาใสแจ๋ว สวมชุดพื้นเมืองที่เรียกว่า ซาราฟัน (ชุดยาวถึงพื้นมีสายรั้งสองข้าง) และคลุมศีรษะด้วยผ้าสีสดใส แล้วยังมีตุ๊กตาที่เหมือนกันแต่ตัวเล็กกว่าใส่ไว้ข้างในด้วย แต่ตุ๊กตาข้างในแต่งตัวไม่เหมือนกัน กล่าวคือสวมโคโซโวรอตคัส (กระโปรงแบบรัสเซีย) และเสื้อเชิ้ตปอดดิออฟคัส (เสื้อคลุมยาวถึงเอวของผู้ชาย) และผูกผ้ากันเปื้อน จากนั้นจึงให้ช่างแกะสลักชื่อ วาสิลี่ ซเวิสด๊าชกิน ผลิตขึ้น


กระทั่ง พ.ศ.2443 มารียา มามอนโตวา ภรรยาเจ้าของโรงงานที่มาลุยตินและซเวิสด๊าชกินทำงานให้ นำตุ๊กตานั้นไปจัดแสดงในงานสินค้าที่กรุงปารีส และได้รับรางวัลเหรียญทองแดง และไม่ช้าจากนั้นก็มีการผลิตตุ๊กตาแม่ลูกดกในรัสเซียอย่างแพร่หลาย เริ่มจากกรุงมอสโก ไปสู่หลายท้องที่ และก่อเกิดหลากหลายรูปแบบตามมา


จวบจนยุคการพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของรัสเซียครั้งใหญ่ เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เกิดความสนใจที่จะรักษาธรรมเนียมพื้นบ้านมากขึ้น ทั้งฟื้นฟูวัฒนธรรม และรวบรวมผู้เชี่ยวชาญศิลปะพื้นบ้านต่างๆ และเพื่ออนุรักษ์ความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับท้องถิ่นรัสเซีย จึงมีการสร้างห้องทำงานช่างศิลปะขึ้นใกล้กับกรุงมอสโก ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ จำพวกของเล่นและตุ๊กตา รวมถึงแม่ลูกดก ถูกรวบรวมมาจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อศึกษาและผลิตสืบไป


เมื่อแรกเริ่มเดิมมี หน้าตาของตุ๊กตาแม่ลูกดกทำเป็นหญิงชาวนา แต่งกายแบบดั้งเดิม มีผ้าคลุมศีรษะ เหมือนที่คุ้นตาในภาพวาดเก่าแก่ แต่ในภายหลังการรังสรรค์แตกแขนง มาตรีออชคามีทั้งแบบที่เป็นเทพธิดา นางฟ้า ตัวการ์ตูน ดอกไม้ อื่นๆ มากมาย รวมทั้งที่หน้าตาล้อเลียนคนดัง รวมถึงกลายพันธุ์เป็นพ่อลูกดก คือเขียนเป็นผู้ชายก็มี และปัจจุบัน นอกจากในรัสเซีย ตุ๊กตาแม่ลูกดกยังเป็นของที่ระลึกจากประเทศอื่นๆ ที่แยกจากโซเวียตเดิม เช่น อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน ซึ่งผลิตมาตรีออชคาแพร่หลายเช่นกัน

Typographic Paper Illustrations












ตึกแปลกๆๆ































โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน


โรคเมเนียส์หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นโรคที่มีความผิดปกติของหูชั้นใน ทำให้เสียความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว (เกิดอาการวิงเวียน) และการได้ยิน (เกิดอาการหูตึง แว่วเสียงดังในหู)ส่วนมากจะเป็นเพียงข้างเดียว ประมาณร้อยละ 10-15 อาจเป็นทั้งสองข้าง


โรคเมเนียส์มีสาเหตุอย่างไร...

สันนิษฐานว่าโรคนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณของเหลวในหูชั้นในส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวซึ่งส่งผลกระทบต่อประสาทการทรงตัวและประสาทการได้ยิน

โรคเมเนียส์มีอาการอย่างไร...

มักจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวด้วยอาการวิงเวียนอย่างรุนแรงจนบางครั้งทำให้ผู้ป่วยล้มลงผู้ป่วยจะรู้สึกว่าพื้นบ้านหรือเพดานหมุนมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรงและอาจมีอาการตากระตุก
อาการวิงเวียนอาจเป็นครั้งละไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมงแล้วหายไปได้เอง แต่จะกำเริบได้เป็นครั้งคราว อาจทิ้งช่วงห่างกันเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นปีๆ ซึ่งไม่ค่อยแน่นอน


ผู้ป่วยมักมีอาการหูตึงและแว่วเสียงดังในหูซึ่งเป็นพร้อมกับอาการวิงเวียนและจะยังคงเป็นอยู่ตลอดเวลา ระหว่างที่ไม่มีอาการวิงเวียน เสียงที่ไม่ได้ยินมักเป็นเสียงต่ำ เช่น เสียงนาฬิกา เสียงกริ่งโทรศัพท์ เป็นต้น
อาการวิงเวียนมักจะเป็นมากเวลาร่างกายเหนื่อยล้าหรือมีภาวะตึงเครียดทางจิตใจ แต่จะเป็นห่างขึ้นเมื่อสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดีและจิตใจไม่เครียด


คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

ผู้ป่วยควรงดอาหารเค็มจัด งดเหล้าและบุหรี่ และดื่มน้ำให้น้อยลงเพื่อลดปริมาณของเหลวในหูชั้นในอาจช่วยให้อาการกำเริบห่างขึ้น

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระราชวังพญาไท






พระราชวังพญาไท
ย้อนอดีตไปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่สวนและนาบริเวณริมคลองสามเสนติดกับทุ่งพญาไท เป็นที่แปรพระราชฐาน เพื่อพักผ่อนพระอิริยาบทและทดลองปลูกธัญพืชต่าง ๆ โดยจัดให้สร้างพระตำหนักขึ้นเป็นที่ประทับ พระราชทานนามว่า "พระตำหนักพญาไท" ต่อมาเมื่อทรงโปรดที่จะเสด็จประพาสพระตำหนักแห่งนี้บ่อยครั้งขึ้นจึงได้พระราชทานนามใหม่เป็น "วังพญาไท" ล่วงมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดเสด็จมาประทับ ณ วังพญาไท แห่งนี้เป็นครั้งคราว ในกลางปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักองค์น้อยขึ้นที่ริมคลองพญาไท เป็นเรือนไม้สักสองชั้น พระราชทานนามว่า "พระตำหนักเมขลารูจี" เมื่อได้ดำเนิกการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้มีพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่ง ในวันที่ ๑๖ - ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๕ โดยโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "พระราชวังพญาไท" พระราชวังพญาไท เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ประกอบด้วย มวลหมู่พระที่นั่งจำนวน ๕ องค์ ได้แก่่ พระที่นั่งไวกูณฐเทพสถาน, พระที่นั่งพิมานจักรี, พระที่นั่งศรีสุทธวาส, พระที่นั่งเทวราชสภารมย์, พระที่นั่งอุดมวราภรณ์ ในส่วนด้านหลังของมวลหมู่พระที่นั่ง เป็นสวนแบบสถาปัตยกรรมเรอเนาซองเรียกว่า "สวนโรมัน"
ที่พระราชวังพญาไทแห่งนี้เอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมือง "ดุสิตธานี" เพื่อปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย แก่ประชาชนชาวสยาม ซึ่งได้ย้ายมาจากพระราชวังดุสิต มาก่อตั้งใหม่ให้กว้างขวางขึ้น ตั้งแต่เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๒
ท้าวหิรัญพนาสูร เชื่อว่าเป็นอสูรผู้มีสัมมาทิษฐิ และสัมมาปฏิบัติเป็นชายรูปร่างล่ำสันใหญ่โต คอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวงให้กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มิให้กล้ำกรายพระองค์และข้าราชบริพาร ปีพุทศักราช ๒๔๖๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์เป็นศาลเทพารักษ์ประจำพระราชวังพญาไท
ในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายที่จะเปลี่ยนแปลงพระราชวังพญาไทเป็นโรงแรม เพื่อพระราชทานความสะดวกให้กับชาวต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายขณะที่จะเริ่มดำเนินการดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรแล้วเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงอัครโยธิน ดำเนินการปรับปรุงเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งนามว่า "โฮเต็ลพญาไท" ดำเนินการได้เพียง ๕ ปี จึงเลิกกิจการ ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ ได้เปลี่ยนเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียง โดยในพิธีเปิดซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคล ได้มีการอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ถ่ายทอดเข้าเครื่องส่งที่สถานีพญาไท นับเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดเสียงทางวิทยุในประเทศไทย
ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๗๕ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลได้ย้ายสถานีวิทยุกลับไปที่ศาลาแดงและให้กองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานพยาบาลกองทัพบกเข้ามาอยู่แทน และได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลทหารบกในเวลาต่อมา เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ เคยเป็นพระราชวังของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ มาแต่เดิม และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติกองทัพบกจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า" นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๕ เป็นต้นมา ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ อาคารหลังใหม่ โดยกรมแพทย์ทหารบกได้เข้ามาตั้งกองบัญชาการอยู่แทน.

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พิพิธภัณฑ์ ตำหนักปลายเนิน




พิพิธภัณฑ์ ตำหนักปลายเนิน ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 4 กรุงเทพฯ แต่เดิมเป็นพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงใช้เป็นที่ประทับชั่วคราวในเบื้องแรก ปัจจุบันตำหนักปลายเนินนี้ได้ใช้เป็นสถานที่จัดงานวันนริศฯ โดยมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ซึ่งจัดเป็นประจำในวันที่ 28 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จฯ กรมพระนริศฯ และเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าชมได้ตามเวลา ราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย



ประวัติ

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงโปรดให้ซื้อเรือนไทยอย่างโบราณเพื่อสร้าง ก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2457 เป็นพระตำหนักเพราะมีพระประสงค์จะให้เสร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลือง เนื่องจากทรงพระประชวรและมีพระดำริ จะมาประทับนอกเมืองเป็นครั้งคราว แต่ท่านมักจะประชวร เมื่อกลับไปประทับ ที่วังท่าพระ เนื่องจากพระองค์จะต้องทรงงาน ประจำที่วังท่าพระ ข้างพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่งเข้าช่วงปลายของพระองค์ พระตำหนักนี้จึงเป็นที่ประทับโดยถาวรไป ส่วนวังท่าพระนั้น จะเสด็จไปประทับเฉพาะช่วงหน้าหนาว หรือช่วงที่มีงาน พระราชพิธีเท่านั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเสด็จประทับ อยู่ ณ วังที่คลองเตยจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ลงในปีพ.ศ. 2490 วังนี้จึงตก แก่ทายาทตระกูลจิตรพงศ์นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผู้ครอบครอง คือ ม.จ. ดวงจิตร จิตรพงศ์
เมื่อแรกสร้างมุงหลังคาจากทุกหลัง บางหลังฝาทำด้วยแผงไม้ไผ่สานมีไม้ประกับเป็นกรอบค้ำเปิดขึ้นได้ทั้งฝา ต่อมาได้เปลี่ยนใช้กระเบื้องไม้สักมุงหลังคาแทน เพราะจากนั้นต้องเปลี่ยนใหม่ทุก 2 - 3 ปี ส่วนฝาเปลี่ยนเป็นฝาไม้มีหน้าต่างกว้าง เนื่องจากไม่สะดวกใน
ฤดูฝน ซึ่งยุคนั้นไม่มีใครเคยทำ
ปัจจุบันวังปลายเนินยังเป็นที่ประทับ และ อยู่อาศัยของคนในราชสกุลจิตรพงศ์อยู่ โดยมีอาคารอื่นอีก เช่น
ตำหนักตึก ซึ่งเป็นที่ประทับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เมือช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ
ตำหนักประสบัน เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงทรงยุโรปที่ประทับของ ม.จ.เจริญใจ จิตรพงศ์ ต่อมารื้อลงเป็นเรือน 2ชั้น 2 หลัง
เรือนไม้ริมบ่อ -ศาลาริมน้ำ สมัยที่ยังมีคลองหน้าวัง ปัจจุบันรื้อย้ายมาปลูกกลางสวนเป็นศาลาทรงไทย
ตำหนัก ม.จ.เพลารถ จิตรพงศ์
และ เรือนอื่นๆซึ่งทยอยสร้างขึ้นทีหลัง เช่น บ้านหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ เป็นต้น

[แก้] ลักษณะอาคาร
เป็นเรือนไทย 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูงยกพื้นโล่ง มีโครงสรางเสาชั้นล่างเป็นเสาปูน ส่วนตัวเรือนเป็นเรือนไม้ทั้งหมด
หลังคาจั่วปีกนก มุงด้วยกระเบื้องดินเผา เป็นลักษณะของเรือนไทยประเพณีทั้งหลัง มีการวางผังต่างไปจากเรือนไทยโบราณทั่วไป คือยืนตามตะวันทุกหลัง และวางเหลื่อมเยื้องกันเพื่อรับลมและเลี่ยงการรับแดดแทนการวางเรือนล้อมรอบนอกชาน

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วงจรผีเสื้อ




_ผีเสื้อ

หัวข้อนี้สำหรับ ผีเสื้อ ที่เป็นแมลง, สำหรับไม้ดอกไม้ประดับ ดู ผีเสื้อ (พรรณไม้) ผีเสื้อ

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร
Animalia

ส่วน Rhopalocera

ไฟลัม
Arthropoda

ชั้น Insecta

อันดับ Lepidoptera

ข้อมูลทั่วไป

ตระกูล
ผีเสื้อ เป็นชื่อแมลงทุกชนิดในอันดับเลพิดอปเทรา (Lepidoptera) มีชื่อในทางวิสามัญวัฏจักรตั้งแต่ระยะบุ้ง ระยะดักแด้ ตราบจนระยะการเปลี่ยนสัณฐานเข้าสู่ระยะการโตเต็มวัยที่มีปีกหลากสีต้องตา ทำให้ผีเสื้อนิทัศน์การเป็นงานอดิเรกแขนงใหม่ในปัจจุบัน
เนื้อหา
• 1 ต้นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
• 2 การจำแนก
o 2.1 การจำแนกแบบอนุกรมวิธานพืช
o 2.2 การจำแนกกลุ่มผีเสื้อกลางวันและกลุ่มผีเสื้อกลางคืน
• 3 จตุวัฏจักร
o 3.1 ระยะไข่
o 3.2 ระยะหนอน
o 3.3 ระยะดักแด้
o 3.4 ระยะเจริญวัย
• 4 แหล่งข้อมูลอื่น

ต้นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
วิวัฒนาการของผีเสื้อ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าผีเสื้ออาจมีต้นกำเนิดแต่ยุคครีเทเชียส (Cretaceous Period) ซึ่งยุติเมื่อกว่าหกสิบห้าล้านปีก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในตระกูลผีเสื้อมีน้อยมาก จึงทำให้การคะเนเกี่ยวกับต้นกำเนิดผีเสื้อเป็นไปได้ไม่สะดวกนัก โดยซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ดังกล่าวที่มีอายุมากที่สุดคือซากนิรนามของสัตว์สคิปเพอร์ (Skipper, Thymelicus lineola) อายุราวสมัยพาเลโอซีน (Paleocence Epoch, ประมาณห้าสิบเจ็ดล้านปีก่อน) พบที่เมืองเฟอร์ (Fur) ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และซากดึกดำบรรพ์ประเภทอำพันแห่งโดมินิกัน (Dominican amber) ของผีเสื้อเมทัลมาร์ก (Metalmark, Voltinia dramba) อายุยี่สิบห้าล้านปี
ปัจจุบันโดยปรกติวิสัยผีเสื้อกระจายพันธุ์ทั่วไปในภูมิประเทศหนาวเย็นและแห้งแล้ง มีการประมาณว่าขณะนี้มีผีเสื้อในมหาวงศ์ (Superfamily) พาพิลิโอโนอิเดีย (Papilionoidea) กว่าหนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยชนิด (species) และมหาวงศ์เลพิดอปเทรา (Lepidoptera) กว่าหนึ่งแสนแปดหมื่นชนิด
การจำแนก
ปัจจุบันมีการจำแนกผีเสื้อออกเป็นสามมหาวงศ์ (Superfamily) คือ

1. เฮดิโลอิเดีย (Hedyloidea)

2. เฮสเพอริโออิเดีย (Hesperioidea) และ

3. พาพิลิโอโนอิเดีย (Papilionoidea) และนอกจากนี้ยังมีการจำแนกซึ่งเป็นที่นิยมอยู่อีกสองแบบ ดังต่อไปนี้
การจำแนกแบบอนุกรมวิธานพืช
การศึกษาว่าด้วยโครงสร้างและโมเลกุลทางพฤกษศาสตร์และสัตวศาสตร์ตามอนุกรมวิธานพืช (Taxonomic) ได้มีกำหนดมหาวงศ์เพิ่มเติมนอกจากข้างต้น เช่น ดาเนเด (Danaidae) เฮลิโคนีเด (Heliconiidae) ลิบีเทเด (Libytheidae) และ แซไทริเด (Satyridae) เป็นต้น
การจำแนกกลุ่มผีเสื้อกลางวันและกลุ่มผีเสื้อกลางคืน
การจำแนกผีเสื้อแบบแยกสองแฉก (dichotomous classification) เป็นกลุ่มผีเสื้อกลางวัน (buttefly) และกลุ่มผีเสื้อกลางคืน (moth) เป็นอีกวิธีในการจำแนกผีเสื้อที่นิยมมากนอกเหนือจากแบบอนุกรมวิธานพืช การจำแนกประเภทเป็นกลุ่มทั้งสองดังกล่าวนั้นกระทำได้โดยการสังเกตลักษณ์จำเพาะของผีเสื้อ
จตุวัฏจักร
การเจริญเติบโตของผีเสื้อแตกต่างจากบรรดาแมลงชนิดอื่นทั้งหลาย โดยปรากฏเป็นจตุวัฏจักร ดังนี้ คือ
1. ระยะไข่ (Egg Stage)
2. ระยะหนอนหรือบุ้ง (Caterpillar Stage หรือ Larva Stage)
3. ระยะดักแด้ (Pupa Stage หรือ Chrysalis Stage)
4. ระยะเจริญวัย (Adult Butterfly Stage หรือ Imago Stage)
อนึ่ง มีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่าผีเสื้อมีวงจรชีวิตสั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผีเสื้อบางพันธุ์อาจมีอายุเพียงหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่บางพันธุ์มีอายุยืนถึงหนึ่งปี โดยส่วนใหญ่จะมีอายุยาวนานในระยะบุ้ง ในขณะที่แมลงชนิดอื่นอาจหยุดการเจริญเติบโตได้ในระยะไข่หรือระยะดักแด้แล้วจึงดำเนินชีวิตต่อไปในฤดูหนาว
ระยะไข่
ไข่ของผีเสื้อมีลักษณะของขนาด รูปร่าง สีสัน และลวดลายแตกต่างกันไป โดยขนาดของไข่นั้นจะเล็กมาก ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาไข่ของผีเสื้อ เปลือกไข่ประกอบด้วยสารไคติน ที่เป็นสารชนิดเดียวกับเปลือกลำตัวของผีเสื้อและแมลงชนิดอื่นๆ และเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะพบรูเปิดเล็กๆ เรียกว่า ไมโครพายล์ (micropyle) เป็นรูที่ทำให้น้ำเชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ของตัวเมียได้
ระยะหนอน
ระยะที่คนเราเรียกว่า หนอน มีหลากหลายสี หลังจากตัวหนอนฟักออกจากไข่แล้ว ตัวหนอนมีลักษณะที่แตกต่างกัน อาหารอย่างแรกที่ตัวหนอนกินคือ เปลือกไข่ของตัวเอง หลังจากนั้นตัวหนอนจึงเริ่มกินใบพืช โดยเริ่มที่ใบอ่อนก่อน ซึ่งลักษณะการกินของตัวหนอนจะเริ่มจากขอบใบเข้าหากลางใบ และจะมีการลอกคราบเพื่อขยายขนาด 4-5 ครั้ง โดยตลอดระยะเวลาที่เป็นตัวหนอนนี้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น นอกจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นแล้ว บางชนิดสีสันและรูปร่างก็แตกต่างกันไปด้วย เช่น หนอนผีเสื้อหางติ่ง หนอนมะนาว ในระยะแรกๆ สีสันก็เหมือนมูลนก แต่เมื่อตัวหนอนโตขึ้นสีสันจะเปลี่ยนไป เป็นสีเขียวมีลวดลายคล้ายตาที่ส่วนอกด้วย เป็นต้น แต่ทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้สามารถจำแนกว่าเป็นตัวหนอนผีเสื้อได้คือ ตัวหนอนมีขาจริง 3 คู่ที่ส่วนอก และขาเทียม 4-5 คู่ที่ส่วนท้อง ตัวหนอนทั่วไปมักหากินเดี่ยวๆ แต่ก็มีบางชนิดที
ระยะดักแด้
เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่จะต้องมองหาสิ่งที่ที่จะลอกคราบเพื่อเข้าดักแด้ ซึ่งจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แต่ภายในเปลือกดักแด้ การพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นระยะที่มีการสะสมอาหารไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นที่ดึงดูดบรรดาตัวเบียนต่างๆ ตัวหนอนของผีเสื้อแต่ละชนิดจะเลือกที่เข้าดักแด้ต่างกันไป ระยะดักแด้ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน
ระยะเจริญวัย
ระยะเจริญวัยคือผีเสื้อที่มีสีสันสวยงาม เริ่มต้นนับตั้งแต่ออกจากดักแด้ โดยผีเสื้อใช่ขาดันเปลือกดักแด้ให้ปริแตกออก และผีเสื้อที่มีปีกยับยู่ยี่จะออกมา ในลักษณะห้อยหัวลงพร้อมถ่ายของเสียที่เป็นสีชมพูออกมา ในระยะแรกปีกของผีเสื้อยังไม่สามารถแผ่ได้ จำเป็นต้องมีการปั้มของเหลวเรียกว่า ฮีโมลิมพ์ เข้าไปในเส้นปีก และต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำให้ปีกแข็งพอที่จะใช้ในการบิน ผีเสื้อสามารถอยู่ได้ 2-3 วัน บางชนิดอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับชนิดและแต่ละช่วงอายุขัย

PoR

PoR

i like tinker bell

i like tinker bell