คนที่ชอบทานอาหารรสเค็มจัด คงต้องหักห้ามใจเหยาะเกลือลงในอาหารเมนูโปรดของคุณให้น้อยลง เพราะเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยทางการแพทย์ของอังกฤษได้รายงานว่า การลดการบริโภคเกลือโดยเฉลี่ย 6 - 9.5 กรัมต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้ 10 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดปัญหาหลอดเลือดอุดตันลงได้ถึง 13 เปอร์เซ็นต์ ผลการวิจัยดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษกระตือรือร้นที่จะวางแผนจำกัดมาตรฐานการบริโภคเกลือของคนอังกฤษในปี 2010 ให้ลดลงถึง 6 กรัมต่อวัน และหากรัฐบาลสามารถดำเนินการโครงการนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ กลุ่มประเทศยุโรปและนานาประเทศก็มีแนวโน้มที่จะนำโครงการต้นแบบของอังกฤษไปใช้กับประเทศของตนเองในอนาคตอันใกล้ โซเดียมคลอไรด์ หรือ เกลือ ประกอบด้วยโซเดียม 40 เปอร์เซ็นต์ และคลอไรด์อีก 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายของเราต้องการโซเดียม เพื่อช่วยรักษาความสมดุลในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบประสานงานในร่างกายก็จริงอยู่ แต่ทว่าในแต่ละวัน เราอาจจะบริโภคเกลือมากเกินไปโดยที่ไม่รู้ตัว ทั้งที่จริงแล้วปริมาณเกลือเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับการทำงานของระบบร่างกาย การบริโภคเกลือในปริมาณมากเกินไปจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อร่างกายของคนเราได้รับเกลือปริมาณมาก ปริมาณโซเดียมที่มากเกินพอดีจะทำให้ร่างกายเก็บรักษาน้ำมากขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะความดันสูงในหลอดเลือด นอกจากนี้คุณเคยทราบไหมว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคเกลือเกินความจำเป็นมีสาเหตุมาจากกระบวนการปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารตะวันตก (ที่เราคิดว่ารสชาติไม่เค็มจนเกินไป) อย่างเนื้อที่ผ่านกระบวนการหมักพร้อมปรุง ชีส ธัญพืช ขนมปัง และมันฝรั่งทอดกรอบสำเร็จรูป หรือแม้อาหารไทยที่มีน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสสำคัญ ถึงจะเป็นงานวิจัยแบบเรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่ก็ส่งผลดีและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคไม่น้อย เพราะทันทีที่ได้รับการเผยแพร่ รายงานการวิจัยฉบับนี้ก็ได้มีส่วนกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอาหารลดปริมาณเกลือในขั้นตอนการผลิตของตนเองลง และยังทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงอันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มกันมากขึ้นวันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Salt
คนที่ชอบทานอาหารรสเค็มจัด คงต้องหักห้ามใจเหยาะเกลือลงในอาหารเมนูโปรดของคุณให้น้อยลง เพราะเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยทางการแพทย์ของอังกฤษได้รายงานว่า การลดการบริโภคเกลือโดยเฉลี่ย 6 - 9.5 กรัมต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้ 10 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดปัญหาหลอดเลือดอุดตันลงได้ถึง 13 เปอร์เซ็นต์ ผลการวิจัยดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษกระตือรือร้นที่จะวางแผนจำกัดมาตรฐานการบริโภคเกลือของคนอังกฤษในปี 2010 ให้ลดลงถึง 6 กรัมต่อวัน และหากรัฐบาลสามารถดำเนินการโครงการนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ กลุ่มประเทศยุโรปและนานาประเทศก็มีแนวโน้มที่จะนำโครงการต้นแบบของอังกฤษไปใช้กับประเทศของตนเองในอนาคตอันใกล้ โซเดียมคลอไรด์ หรือ เกลือ ประกอบด้วยโซเดียม 40 เปอร์เซ็นต์ และคลอไรด์อีก 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายของเราต้องการโซเดียม เพื่อช่วยรักษาความสมดุลในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบประสานงานในร่างกายก็จริงอยู่ แต่ทว่าในแต่ละวัน เราอาจจะบริโภคเกลือมากเกินไปโดยที่ไม่รู้ตัว ทั้งที่จริงแล้วปริมาณเกลือเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับการทำงานของระบบร่างกาย การบริโภคเกลือในปริมาณมากเกินไปจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อร่างกายของคนเราได้รับเกลือปริมาณมาก ปริมาณโซเดียมที่มากเกินพอดีจะทำให้ร่างกายเก็บรักษาน้ำมากขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะความดันสูงในหลอดเลือด นอกจากนี้คุณเคยทราบไหมว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคเกลือเกินความจำเป็นมีสาเหตุมาจากกระบวนการปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารตะวันตก (ที่เราคิดว่ารสชาติไม่เค็มจนเกินไป) อย่างเนื้อที่ผ่านกระบวนการหมักพร้อมปรุง ชีส ธัญพืช ขนมปัง และมันฝรั่งทอดกรอบสำเร็จรูป หรือแม้อาหารไทยที่มีน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสสำคัญ ถึงจะเป็นงานวิจัยแบบเรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่ก็ส่งผลดีและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคไม่น้อย เพราะทันทีที่ได้รับการเผยแพร่ รายงานการวิจัยฉบับนี้ก็ได้มีส่วนกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอาหารลดปริมาณเกลือในขั้นตอนการผลิตของตนเองลง และยังทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงอันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มกันมากขึ้นวันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552
4 วิธีป้องกันการเป็น ‘ปลาทอง’
เสมอ ก่อนที่คุณจะมีความจำสั้นแค่ 3 วินาทีเหมือนปลาทอง มี 4 วิธีง่ายๆ ที่คุณทำได้เองตั้งแต่ตอนนี้มาฝาก
1. กินอาหารที่มีประโยชน์
สถาบันประสาทวิทยาแห่งสหรัฐฯ รายงานว่า การกินผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ส้ม ผักโขม แครอท บร็อค-โคลี มะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดสโตรคถึง 11% แถมยังช่วยบำรุงให้เซลล์สมองสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่วิตามินบีโดยเฉพาะ บี12 และกรดโฟลิกช่วยลดการเสี่ยงในการเป็นโรคความจำเสื่อมได้อีกด้วย
2. ออกกำลังกาย
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่อยากมีสุขภาพดี การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือบอดี้คอมแบต ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานดีขึ้น และช่วยกำจัดไขมันที่เกาะตามเส้นเลือด นั่นหมายความว่าเลือดจะสามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง การออกกำลังกายยังช่วยให้คุณนอนหลับสนิท ทำให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องถึงขนาดวิ่งวิบากก็ได้ครับ แม้แต่การรำมวยจีน โยคะ ก็ช่วยให้พัฒนาสมองได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่อย่าลืมดื่มน้ำหลังการออกกำลังกายด้วย เพราะการขาดน้ำอาจทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่
3. ออกกำลังสมอง
ถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแรงก็ต้องออกกำลังกาย เช่นเดียวกัน ถ้าอยากให้สมองแข็งแรงก็ต้องออกกำลังสมอง พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้สมองนั่นแหละ มีหลายวิธีที่ทำให้สมองของคุณได้ใช้งาน เช่น การเล่นหมากรุก การอ่านหนังสือ การเล่นเกมอักษรไขว้ อย่ากลัวที่จะเรียนภาษาใหม่ๆ หรือเรียนดนตรีตอนอายุมากแล้ว เพราะนั่นเป็นการออกกำลังสมองอย่างดีเลยละครับ ต่อให้คุณมีระบบจดจำหมายเลขโทรศัพท์แล้ว ลองจำหมายเลขโทรศัพท์ของคนใกล้ชิดไว้ในสมองสิครับ หรือเวลารถติดก็ลองเอาเลขป้ายทะเบียนรถคันข้างหน้ามาบวกลบคูณหารกัน สมองมีไว้ใช้ ถ้าไม่ใช้ก็มีแต่จะเสียมันไปเท่านั้น
4. หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า
นึกถึงตอนที่คุณเมาจนจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนคุณทำตัวน่าอายแค่ไหนนั่นแหละครับ แม้จะเป็นเพียงแก้วสองแก้ว แอลกอฮอล์ก็สามารถไปรบกวนการสร้างความจำระยะยาว (Long-term memories) ได้เหมือนกัน การวิจัยอีกหลายชิ้นก็ชี้ว่า ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงต่อการทำลายความจำมากขึ้น เห็นแบบนี้แล้วอย่าใช้มันเป็นข้ออ้างในการดื่มเพื่อลืมเธอเลยนะคุณ ใจก็เสียไปแล้ว อย่าให้สมองเสียไป
1. กินอาหารที่มีประโยชน์
สถาบันประสาทวิทยาแห่งสหรัฐฯ รายงานว่า การกินผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ส้ม ผักโขม แครอท บร็อค-โคลี มะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดสโตรคถึง 11% แถมยังช่วยบำรุงให้เซลล์สมองสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่วิตามินบีโดยเฉพาะ บี12 และกรดโฟลิกช่วยลดการเสี่ยงในการเป็นโรคความจำเสื่อมได้อีกด้วย
2. ออกกำลังกาย
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่อยากมีสุขภาพดี การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือบอดี้คอมแบต ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานดีขึ้น และช่วยกำจัดไขมันที่เกาะตามเส้นเลือด นั่นหมายความว่าเลือดจะสามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง การออกกำลังกายยังช่วยให้คุณนอนหลับสนิท ทำให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องถึงขนาดวิ่งวิบากก็ได้ครับ แม้แต่การรำมวยจีน โยคะ ก็ช่วยให้พัฒนาสมองได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่อย่าลืมดื่มน้ำหลังการออกกำลังกายด้วย เพราะการขาดน้ำอาจทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่
3. ออกกำลังสมอง
ถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแรงก็ต้องออกกำลังกาย เช่นเดียวกัน ถ้าอยากให้สมองแข็งแรงก็ต้องออกกำลังสมอง พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้สมองนั่นแหละ มีหลายวิธีที่ทำให้สมองของคุณได้ใช้งาน เช่น การเล่นหมากรุก การอ่านหนังสือ การเล่นเกมอักษรไขว้ อย่ากลัวที่จะเรียนภาษาใหม่ๆ หรือเรียนดนตรีตอนอายุมากแล้ว เพราะนั่นเป็นการออกกำลังสมองอย่างดีเลยละครับ ต่อให้คุณมีระบบจดจำหมายเลขโทรศัพท์แล้ว ลองจำหมายเลขโทรศัพท์ของคนใกล้ชิดไว้ในสมองสิครับ หรือเวลารถติดก็ลองเอาเลขป้ายทะเบียนรถคันข้างหน้ามาบวกลบคูณหารกัน สมองมีไว้ใช้ ถ้าไม่ใช้ก็มีแต่จะเสียมันไปเท่านั้น
4. หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า
นึกถึงตอนที่คุณเมาจนจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนคุณทำตัวน่าอายแค่ไหนนั่นแหละครับ แม้จะเป็นเพียงแก้วสองแก้ว แอลกอฮอล์ก็สามารถไปรบกวนการสร้างความจำระยะยาว (Long-term memories) ได้เหมือนกัน การวิจัยอีกหลายชิ้นก็ชี้ว่า ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงต่อการทำลายความจำมากขึ้น เห็นแบบนี้แล้วอย่าใช้มันเป็นข้ออ้างในการดื่มเพื่อลืมเธอเลยนะคุณ ใจก็เสียไปแล้ว อย่าให้สมองเสียไป
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เชคอาการปวดท้อง

ปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของ ช่องท้อง มักเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี ปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร แอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่ อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหาร และอาการไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้ เช่นเดียวกัน บางครั้งโรคต่างๆที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นในบริเวณ ส่วนท้องที่เป็นแอ่งได้ ปวดท้องส่วนกลาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุมาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มขึ้นที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นส่วนล่าง ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ แต่หากมีอาการ แสบกระเพาะอาหาร นั่นหมายถึงอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวด เนื่องจากแผลในกระเพาะ ปวดท้องด้านขวาตอนล่าง อาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน อาการอักเสบของลำไส้ ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกันพร้อมกับ อาการท้องร่วง หรือเกิดจาก อาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis)
ครั้งหน้าปวดท้อง อย่าลืมตรวจดูว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร จะได้รักษาได้ถูกอาการ..
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

การมองข้ามความสำคัญของท่านั่ง ท่ายืนที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ อาการปวดเมื่อยหลัง หรือปวดศีรษะ สำหรับท่านั่งที่ถูกต้อง คือ...-นั่งหลังตรง โดยไม่ทิ้งน้ำหนักกดสันหลังช่วงล่าง-ไม่งอหรือห่อไหล่ และนั่งให้เต็มเก้าอี้-พิงหลังชิดพนัก หาหมอนหรือผ้าหนุนบริเวณส่วนเว้าของพนักพิง-วางปลายเท้าทั้งสองข้างให้ถึงพื้น และกระจายน้ำหนักให้เท่ากัน-พับเข่าทำมุม 90 องศา ในระดับเดียวกับสะโพก-ส่วนแขนปล่อยวางข้างลำตัว พร้อมนั่งแขม่วหน้าท้องเล็กน้อย หายใจให้เป็นธรรมชาติ- ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะเป็นการบิดตำแหน่งเชิงกรานให้ผิดลักษณะ ส่งผลให้น้ำหนักขาตกอยู่ที่เส้นเอ็นและกระดูกอ่อน-ขณะนั่ง หมั่นยืดหลังให้บริเวณอกแอ่นไปด้านหน้า ค้างไว้ครั้งละ 20 วินาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้องและผ่อนน้ำหนักจากข้อต่อสันหลัง เมื่อต้องการเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน ให้ขยับตัวไปด้านหน้าของเก้าอี้ ก่อนทิ้งน้ำหนักที่ขา ยืดขาช้า ๆ พยายามอย่ายืนขึ้นในลักษณะสันหลังช่วงเอวโก่งงอ
ส่วนท่ายืนที่ถูกต้อง คือ...
-ศีรษะและคอตั้งตรง
-ไม่เกร็งช่วงไหล่ และกระดูกไหปลาร้า ให้อยู่ในลักษณะผายออกอย่างผ่อนคลาย
-สะโพกทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเสมอกัน
-งอเข่าเล็กน้อย ไม่ควรเหยียดยืดให้ตรงเกินไป
-ข้อเท้าทั้งสองข้าง ควรทิ้งน้ำหนักตัวเฉลี่ยเท่า ๆ กัน
-ศีรษะและคอตั้งตรง
-ไม่เกร็งช่วงไหล่ และกระดูกไหปลาร้า ให้อยู่ในลักษณะผายออกอย่างผ่อนคลาย
-สะโพกทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเสมอกัน
-งอเข่าเล็กน้อย ไม่ควรเหยียดยืดให้ตรงเกินไป
-ข้อเท้าทั้งสองข้าง ควรทิ้งน้ำหนักตัวเฉลี่ยเท่า ๆ กัน
การนั่งและยืนอย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้ดูสง่าผ่าเผยแล้วยังช่วยลดการเสื่อมของข้อต่อ ลดความตึงของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อไม่เกิดอาการอ่อนล้า ป้องกันอาการปวดหลัง-ปวดศีรษะ ลดความเสี่ยงจากการเจ็บกล้ามเนื้อฉับพลันได้.
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552
การทำเทียนหอม
ใครชอบแต่งบ้านให้ได้ทั้งความสวยงามและได้ประโยชน์ด้วยละก็ นี่แหละ ใช่เลย เทียนหอมกันยุง เป็นงานหัตถกรรมที่มีความสวยงามสามารถตกแต่งได้ตามใจผู้ทำ สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ก็เป็นเรื่องของวัสดุต่างๆที่นำมาใช้และเทคนิค วิธีทำ เมื่อทราบขั้นตอนต่างๆเหล่านี้เมื่อได้ลงมือทำไปบ้างแล้วที่นี้ล่ะ แบบเทียนสวยๆหอมๆจากใจคุณก็จะออกมาได้เอง ยังไงส่งภาพมาให้ดูกันบ้างนะครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เรามาดูกันว่าจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง1
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ใช้สำหรับละลายเทียนเพื่อความสะดวก เพราะตัวหม้อจะมีระบบตัดไฟเมื่อน้ำเทียนเดือด เมื่อเทียนแข็งตัวและเราต้องการให้เทียนหลอมละลายอีกเราก็กดปุ่มอีกครั้ง
2
หม้อสองชั้นสำหรับตุ๋นเทียน ชั้นล่างเป็นหม้อใบใหญ่กว่าสำหรับใส่น้ำ ใบบนสำหรับใส่เทียนเป็นหม้อใบเล็กกว่ามีด้ามจับ ถ้าใช้หม้อชั้นเดียวเนื้อเทียนจะถูกความร้อนโดยตรงซึ่งร้อนเกินไปและไม่สะดวกแก่การทำงาน
3
ถาดขนมสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ ควรเป็นแบบที่ทำจากอลูมิเนียมจะได้ทนความร้อนได้ดี
4
ช้อน สำหรับตักเทียน
5
แม่พิมพ์ สำหรับยอดเทียนให้เป็นรูปต่างๆ
6
เหล็กคีบ ใช้หนีบภาชนะร้อนๆจะได้ไม่ร้อนมือ
7
กาละมังสเตนเลสใบเล็ก
8
ทัพพีกลมสำหรับตักน้ำเทียน
9
กรรไกรสำหรับตัดแต่งเทียน
10
แม่พิมพ์ สำหรัยยอดเทียนให้เป็นรูปต่างๆ กรณีที่ต้องการทำรูปแบบต่างๆให้ดูสวยงาม
11
เหล็กแหลม สำหรับปักไส้เทียน
วัสดุที่เราใช้ในการทำเทียน
1
พาราฟินแวกซ์ มีลักษณะเป็นของแข็งใสมีทั้งแบบก้อนและเม็ด มีจุดหลอมเหลวที ่58°c - 62°c
2
โพลีเอททีลีนแวกซ์ หรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า พีอี หรือโพลีเอสเตอร์ เอสเตอร์รีน มีลักษณะเป็นเกล็ด ช่วยทำให้เทียนจุดได้นานขึ้นปกติจะใช้ประมาณ 2--10 เปอร์เซนต์
3
สเตียริคเอซิค ช่วยทำให้เทียนมีผิวลื่นแกะออกจากพิมพ์ง่าย มีทั้งแบบเป็นเกล็ดและเม็ดไข่ปลา ปกติจะใช้ 4 ช้อนโต๊ะต่อพาราฟิน 1/2 กก.
4
ไมโครแวกซ์ ช่วยทำให้เทียนมีความเหนียวง่ายต่อการปั้นหรือแกะสลัก มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาว ถ้าใช้แบบคุณภาพต่ำจะทำให้มีควันมาก
5
ไส้เทียน มี 2 แบบคือแบบที่ฟอกแล้วจะมีสีขาวและแบบที่ยังไม่ได้ฟอกจะมีสีขาวขุ่น
6
สีผสมเทียน
7
น้ำมันตะไคร้หอม
เรื่องของวัสดุในการทำเทียนหอมกันยุงผมได้แจงรายละเอียดไว้เผื่อสำหรับในการทำเทียนแบบสวยงามด้วยเลย จึงดูค่อนข้างจะมีส่วนประกอบมาก ลองทำดูก็แล้วกันครับมีไอเดียอะไรในเรื่องของรูปแบบหน้าตาก็ดัดแปลงได้ไม่ผิดกติกา วัสดุหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนโดยเฉพาะร้านใหญ่ๆจะมีขายส่วนอุปกรณ์หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป บางรายการเช่นแบบพิมพ์ขนมรูปต่างๆมีขายตามร้านขายอุปกรณ์ทำขนม
วิธีทำ
1
นำแผ่นฟาราฟินแวกซ์หั่นเป็นท่อนๆใส่หม้อขึ้นตั้งความร้อนปานกลาง เคี้ยวไปจนละลายเป็นของเหลว
2
ใสสีตามลงไปโดยใส่ทีละน้อยตามต้องการคนจนสีเนียนเข้ากันทั่วทั้งหม้อหากสีจืดไปค่อยเติมสีเพิ่ม
3
ใส่หัวน้ำมันตะไคร้หอมประมาณ 3-4 หยดต่อเทียน 1/2 กก.
4
หยอดเทียนใส่พิมพ์ รอจนแข็งตัวจึงแกะออกจากพิมพ์ ตกแต่งผิวด้วยมีดหรือกรรไกร หรืออาจหยอดใส่ถ้วยแก้วเล็กๆก็ได้
5
นำมาตกแต่งด้วยริบบิ้นหรืออื่นๆเพื่อให้ดูสวย
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
สลัด
สลัดทูน่า
ส่วนผสมโดยประมาณ สำหรับ 2 ที่
ทูน่าในน้ำมันพืช 1 กระป๋อง
ข้าวโพดต้ม 100 กรัม
โยเกิร์ต 100 กรัม
มายองเนส 1-2 ชต.
ซอสมะเขือเทศ 1/2 ชต.
ผงปาปริก้า, พริกไทย, เกลือ
น้ำแตงกวาดอง 3 ชต.
แอ๊บเปิ้ล 1/2 ผล
พริกหวานสีแดง 1/2 ลูก
หอมหัวใหญ่ 1/2 หัว
แตงกวาดองลูกเล็ก 3-4 ลูก
ไข่ต้ม 1 ฟอง
วิธีทำ
1.ทูน่ากระป๋องสะเด็ดน้ำพักไว้ ข้าวโพดต้มก็สะเด็ดน้ำพักไว้เช่นกันค่ะ จากนั้นก็นำโยเกิร์ต
มายองเนส น้ำแตงกวาดอง ซอสมะเขือเทศ ผงปาปริก้า พริกไทย และเกลือมาผสมเข้าด้วยกัน
ในชามสลัดชิมรสตามชอบค่ะ
2.หอมหัวใหญ่ปอกเปลือกแล้วหั่นเต๋าเล็ก ๆ แอ๊บเปิ้ลก็ปอกเปลือก ตัดแกน หั่นเต๋า
ส่วนพริกหวานก็หั่นเต๋าเหมือนกันค่ะ แตงกวาดองหั่นวงไม่หนาหรือบางเกินไป ไข่ต้มปอกเปลือก
หั่นเต๋าอีกแล้วค่ะ
3.ใส่หอมหัวใหญ่ แอ๊บเปิ้ล พริกหวาน แตงกวาดอง และข้าวโพดต้มลงในชามสลัด
คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วใส่ไข่ต้มลงคลุกเบามือ สุดท้ายใส่ทูน่าลงไปผสม ชิมรสตามชอบ
เสิร์ฟได้เลยค่ะ จะทานคู่กับขนมปังฝรั่งเศส หรือจะทำใส่แป้งพายชั้นแบบนี้ก็ได้ค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
PoR
i like tinker bell





